Updated: Fri, 16 Nov 2012 08:56:53 GMT | By MSN GMLIVE » Lifestyle

อนาคตของเฟซบุ๊ค



GMLive


เฟซบุ๊ค (facebook) ถือเป็นหุ้นที่ทั่วโลกเฝ้ารอคอยและติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเมื่อไหร่จะเข้าตลาด และถ้าเข้า ราคาควรจะเป็นเท่าไหร่ เพราะเฟซบุ๊คเป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ จะมีสักครั้ง ทำให้บริษัทน้อยใหญ่ เช่น ไมโครซอฟท์ และเหล่าเวนเจอร์ แคปิตอล ต่างเทเงินให้เฟซบุ๊คอย่างต่อเนื่อง ลงเงินก้อนมหึมาเพื่อแลกกับหุ้นจำนวนเล็กๆ การซื้อหุ้นจำนวน 1.6% ของไมโครซอฟท์ แลกกับการใส่เงินลงไป 240 ล้านเหรียญเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเมินว่ามูลค่าของเฟซบุ๊คน่าจะสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากอย่างที่ไม่เคยมีหุ้นใหม่ตัวไหนจะมีมูลค่าสูงถึงขนาดนี้ จากนั้นเป็นต้นมา ราคาหุ้นเฟซบุ๊คก็กลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอย่างมากมาย


เฟซบุ๊คเป็นเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด เพราะมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้บริการมากที่สุด ตอนนี้อยู่ที่ราว 900 ล้านคน และคาดการณ์กันว่าน่าจะไปสู่หลักพันล้านในอีกไม่นานนี้ (ส่วนทวิตเตอร์ก็ตามมาติดๆ ที่ราว 500 ล้านคน) แต่อัตราการเติบโตของเฟซบุ๊คเริ่มชะงักงัน ไม่ได้โตพรวดพราดเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะประเทศที่ประชากรที่ เข้าถึงอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่ก็จะใช้เฟซบุ๊ค แต่ในบางประเทศที่ผู้ปกครองเห็นว่าการใช้นั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของตนเอก็จะบล็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังคงมีระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยมอยู่มาก เช่น จีน เวียดนาม


บางประเทศก็ยังไม่ได้รับความนิยม เพราะคนหันไปใช้โปรแกรมอื่นมากกว่า เช่นในญี่ปุ่นหรือในอินเดียที่ประชากรส่วนมากยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต ก็ทำให้ตัวเลขผู้เล่นยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ประเทศที่ประชาชนไม่นิยมใช้เฟซบุ๊คทั้งๆ ที่มีศักยภาพ ต้องเป็นหน้าที่ของเฟซบุ๊คเองในการทำตลาด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก


การที่อัตราการเจริญเติบโตของผู้เล่นเพิ่มขึ้นช้านั้นจะส่งผลถึงเฟซบุ๊คอย่างมาก เพราะทำให้คนคิดว่าอาจใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือเปล่า ถ้าอิ่มตัวแล้วเฟซบุ๊คจะรักษาฐานผู้เล่นที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างไร ไม่ให้ปันใจไปใช้โปรแกรมอื่นแทน ผมคิดว่า มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก คงคิดหนักเหมือนกัน เพราะโปรแกรมเครือข่ายสังคมออนไลน์แบบนี้นั้นเกิดง่าย เติบโตง่าย แต่ขณะเดียวกันก็เสื่อมความนิยมง่ายด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นเฟซบุ๊คก็อาจไม่ใช่ข้อยกเว้น เฟซบุ๊คจึงคิดหาทางดิ้นรนทุกวิถีทาง ในการหาจำนวนผู้เล่นใหม่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือรูปแบบการหารายได้ของเฟซบุ๊คว่าจะทำอย่างไร จะมีอะไรใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาหรือไม่ เพราะปัจจุบันเฟซบุ๊คยังไม่สามารถสู้กูเกิลได้เลย ทั้งในเรื่องของการบริการที่หลากหลายกว่า และเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า


ก่อนหน้าที่เฟซบุ๊คจะเข้าตลาดแนสแด็ก (NASDAQ) จู่ๆ ซักเคอร์เบิร์กก็ทำดีลสะท้านโลกขึ้นมา ท่ามกลางการวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา เพราะปกติก่อนที่หุ้นจะเข้าตลาดนั้นมักจะไม่ค่อยมีการทำดีลใหญ่ๆ จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะซื้อกิจการภายหลังเข้าตลาดเพื่อเพิ่มความคึกคัก ซึ่งอาจส่งผลให้มูลค่าหุ้นเพิ่มก็เป็นได้


ซักเคอร์เบิร์กซื้ออินสตาแกรม (Instagram) แอพพลิเคชั่นสำหรับแบ่งปันรูปถ่ายผ่านทางสมาร์ทโฟน ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ใช้ไอโฟนกว่า 30 ล้านคน และต่อมาเมื่อเปิดให้ดาวน์โหลดบนแอนดรอยด์ได้ จำนวนผู้เล่นของอินสตาแกรมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังใช้วิธีการ following follower เช่นเดียวกับทวิตเตอร์ ทำให้เป็นการล็อกผู้ใช้ไปในตัว ไม่ให้หนีไปใช้แอพฯ ถ่ายรูปอื่นๆ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กตัดสินใจซื้ออินสตาแกรมในราคาสูงถึง 1 พันล้านเหรียญทั้งๆ ที่แอพฯ นี้ไม่มีรายได้แม้แต่ดอลลาร์เดียว เควิน ซิสตรอม (Kevin Systrom) ผู้ก่อตั้งอินสตาแกรมเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อายุรุ่นราวคราวเดียวกับซักเคอร์เบิร์ก สร้างแอพพลิเคชั่นตัวนี้มาเพียง 2 ปี มีพนักงานเพียง 13 คน แต่สามารถขายไปได้ในราคา 1 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก (แต่ตามข่าวบอกว่า เขาอยากขายราคาสูงกว่านี้) ราคา 1 พันล้านเหรียญนี้เท่ากับ Market Cap ของ New York Times เลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าสื่อเก่านั้นหมดความสำคัญลงไปมาก ยุคนี้เป็นยุคของแอพพลิ-เคชั่นจริงๆ การตัดสินใจซื้ออินสตาแกรมของเฟซบุ๊คกระทำอย่างรวดเร็ว และข่าวรายงานว่าซักเคอร์เบิร์ก ทำไปโดยไม่รายงานบอร์ดเสียด้วยซ้ำ


อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซักเคอร์เบิร์กต้องซื้ออินสตาแกรมในราคาสูงอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้


คำตอบก็คือมีหลายบริษัทจ้องซื้ออินสตาแกรมตาเป็นมันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทวิตเตอร์ที่ถูกใจมากเป็นพิเศษ เพราะอินสตาแกรมมีลักษณะคล้ายทวิตเตอร์ แต่เนื่องจากยังตกลงราคาไม่ลงตัว และไม่คิดว่าเฟซบุ๊คจะตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ทำให้ทวิตเตอร์เสียโอกาสและอาจจะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ไม่มากก็น้อย


แต่ทวิตเตอร์ซึ่งมีผู้ใช้มากเป็นอันดับสองรองจากเฟซบุ๊คนั้นก็ประสบปัญหาเรื่องโมเดลการทำรายได้ เพราะรายได้ที่มีอยู่ทุกวันนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเม็ดเงินที่ลงทุนไปมหาศาล เงินที่ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ระดมจากเวนเจอร์ แคปิตอลนั้น ว่ากันว่าใช้ไม่น้อยกว่าโปรแกรมโซเชียลมีเดียตัวใด และผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ก็ไม่ยอมขายหุ้นออก คงเพราะต้องการนำหุ้นเข้าตลาดเหมือนกับเฟซบุ๊คและกรุปปอง (Groupong) แต่ชะตากรรมของทวิตเตอร์จะเหมือนกับทั้งสองตัวหรือไม่นั้น น่าติดตามยิ่งนัก


กลับมาที่เรื่องของเฟซบุ๊ค หุ้นเฟซบุ๊คถือว่ามีคนคาดหวังไว้สูงว่าเมื่อซื้อไปแล้วราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นมากๆ นักลงทุนที่นำหุ้นเฟซบุ๊คเข้าตลาดตอนแรกประเมินราคาว่าน่าจะอยู่ที่ราว 28-35 ดอลลาร์ ซึ่งก็เป็นราคาเดียวกันกับที่นิตยสาร The Economist มองว่าอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม แต่เนื่องจากความต้องการหุ้นเฟซบุ๊คสูงมาก ทำให้มีการเพิ่มจำนวนหุ้นที่จำหน่ายเข้าไปอีก 50 ล้านหุ้น ที่สำคัญคือเพิ่มราคา IPO ไปถึง 38 เหรียญ ซึ่งหมายความว่า ณ ราคานี้จะทำให้เฟซบุ๊คมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.05 แสนล้านเหรียญ P/E Ratio ถึง 100 เท่า มูลค่าตลาดจะมากกว่าหุ้นของอะเมซอนซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง มีรายได้จริง และมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตอีกเยอะ


ซึ่งเมื่อเปรียบกับเฟซบุ๊คที่แม้ว่าจะมีผู้ใช้บริการเยอะมากก็จริง แต่ทว่ารายได้และกำไรไม่มาก และเมื่อมองไปในอนาคตแล้วอาจจะมีโปรแกรมใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับมายสเปซ (MySpace) นั้น ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่สำคัญคือรูปแบบการหารายได้ที่จะสร้างกำไรให้พุ่งพรวดๆ นั้น ก็ยังไม่ชัดเจนแม้จะมีข่าวออกมาว่าเฟซบุ๊คจะทำสมาร์ทโทรศัพท์ออกมา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนไอโฟนหรือกาแล็คซี่ของค่ายซัมซุง


ดังนั้น เฟซบุ๊คจึงมีปัญหาท้าทายอยู่มากสำหรับอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า ยิ่งเมื่อดูจากราคาหุ้นวันแรกที่ปิดที่ 38.23 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาปิดนิดเดียว และต่อมาราคาก็ตกลงมาโดยตลอด


ที่น่าสนใจอีกประการก็คือ หุ้นของบริษัทซินก้า (Zynga) ซึ่งเป็นผู้สร้างเกมฟาร์มวิลล์ (Farmville) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าเกมเก็บผักอันโด่งดัง ซึ่งเป็นเกมที่เล่นบนเฟซบุ๊คเป็นหลัก ในวันที่หุ้นของเฟซบุ๊คเปิดขาย ราคาหุ้นของซินก้าก็ตกลงมากถึงร้อยละ 13 และตกลงมาเรื่อยๆ จนถึงกับต้องหยุดขายระหว่างชั่วโมงทำการ เหตุการณ์นี้น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเฟซบุ๊คด้วยเช่นกัน


อนาคตเฟซบุ๊คจะเป็นอย่างไรหลังเข้าตลาดหุ้นแล้ว เราคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


  • GMLive

    แม็คลาเรนพัฒนาร่วมกับ CRS Racing เครื่องยนต์ขนาดความจุ 3.8 ลิตร วี8 สูบ ทวินเทอร์โบ เกียร์ซีเควนเชียล 6 สปีด ใหม่ ระบบช่วงล่างหยิบยืมเทคโนโลยีมาจากรถแข่งฟอร์มูล่า วัน เช่นเดียวกับระบบพวงมาลัย ล้อ เบาะ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากลงแข่งขันแล้วยังเสนอใ...

นาฬิกา

  • GMLive

    ● ฟังไม่ผิดหรอกครับว่านี่คือผลงานของผู้ผลิต ที่ชื่อออกจะคุ้นหูคุ้นตาสำหรับคนไทยเป็นอย่างดี อย่าง คาร์เทียร์ (Cartier) ซึ่งล่าสุดประกาศศักดาการเป็นหนึ่งในนามผู้ผลิตนาฬิกาอย่างเต็มตัว หนำซ้ำยังขึ้นแท่นเป็นผู้รังสรรค์ผลงานกลไกของตนเอง หรือแบบที่เราเรียก...

  • GMLive

    วัยรุ่นอเมริกัน 67.6% ไม่ใส่นาฬิกาข้อมือเป็นประจำ โดยคิดว่าใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิต● ท่ามกลางยุคดิจิตอล ทุกอย่างต่างเคลื่อนไหวอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ ด้วยเป้าหมายแน่ชัด จนอากัปกิริยาของมนุษย์ยุคใหม่ดูคล้ายจะร้อนรน วลีว่า ‘ไม่มีเวลา’ กลา...

  • GMLive

    สุดยอดผลงานการออกแบบที่ฉีกทุกกรอบ ทุกกฎเกณฑ์แห่งดีไซน์ จากแบรนด์นาฬิกาสุดล้ำอย่าง odm สรรสร้างด้วยการหยิบเอาลูกเล่นของหน้าปัดเปลือยโชว์กลไกซับซ้อนภายในนาฬิกาเรือนหรูมาใส่ความมีสไตล์ไม่เหมือนใครในคอลเลคชั่น ‘DD137 Swing’ พร้อมกิมมิคเท่ๆ ของชิ้นส่วนกลไ...

อ่านทั้งหมด